iMac,MacBook Air,Macbook Pro,Mac Mini,Mac Pro

Mac ค่ายยักษ์ใหญ่ของ Apple แตกต่างจากค่ายอื่นอย่างไร พบคำตอบได้ที่นี่ !

Jailbreak iPhone,iPod,iPad

ขั้นตอนการ Jailbreak Version ต่างๆ .

Picking up where amazing left off.

พบกับนวัตกรรมรูปแบบหลากหลายบน iPhone วันนี้ !

Which iPod are You ?

iPod Shuffle,iPod Nano,iPod Classic,iPod Touch เครื่องไหน เหมาะกับคุณ

iPad it's slim, light, and fully loaded

สารพันเรื่องราวเกี่ยวกับ iPad เพียงปลายนิ้วคลิกทีนี้

Showing posts with label COP. Show all posts
Showing posts with label COP. Show all posts

3 ปีผ่านไป Chrome ได้ฤกษ์ลุย Android



       กูเกิล (Google) ได้ฤกษ์เปิดตัวโปรแกรมเบราว์เซอร์ของตัวเองบนระบบปฏิบัติการของตัวเอง แจ้งเกิด Chrome for Android เพื่อให้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้เริ่มทดลองใช้งาน ถือเป็นการรวม 2 โปรเจกต์ด้านโปรแกรมที่สำคัญที่สุดของกูเกิลเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าจับตา ด้านผู้บริหารยอมรับ ที่รอเวลาให้แอนดรอยด์มีอายุครบ 3 ปีจึงคลอด Chrome for Android เพราะต้องการพัฒนาจนแน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับสุดยอดประสบการณ์ท่องเว็บทันใจไม่แพ้การใช้งานบนคอมพ์ตั้งโต๊ะ
    
       ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) รองประธานอาวุโสฝ่ายโครมและแอปฯ แถลงถึงเหตุผลในการพัฒนา Chrome for Android ว่าเป็นเพราะการขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา เชื่อว่า Chrome for Android จะยิ่งเพิ่มกิจกรรมออนไลน์ให้กับผู้ใช้แอนดรอยด์มากขึ้นเพราะความสามารถที่เท่าเทียมกับการท่องเน็ตด้วยคอมพิวเตอร์ตัวจริง
    
       "เราต้องการนำความสามารถของเว็บเบราว์เซอร์สำหรับคอมพ์ตั้งโต๊ะแบบครบถ้วนจริงๆ มายกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้อุปกรณ์พกพา" พิชัยระบุ "มันเป็นความท้าทาย"
    
       เหตุที่ Chrome for Android ได้รับความสนใจอย่างมากนั้นเป็นเพราะเดิมทีแอนดรอยด์และโครมนั้นถูกมองว่าเป็นการสร้างมาคู่กัน ทั้งคู่เริ่มเปิดให้สาธารณชนเริ่มใช้งานในช่วงปี 2008 โดยสามารถเติบโตจากโครงการเล็กมาเป็นโครงการใหญ่ของกูเกิลได้เหมือนกัน บนจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการใช้ชาวโลกใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นและพบกับบริการของกูเกิลมากขึ้น
    
       ทุกวันนี้ แอนดรอยด์และโครมกลายเป็นยานลำใหญ่ที่พาชาวออนไลน์ไปสู่บริการ Google search, YouTube, Google Docs, Google Maps, Google+ และอีกหลายบริการของกูเกิล แต่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ยานแอนดรอยด์และนาวาโครมยังไม่เคยโคจรมาพบกันได้บนอุปกรณ์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้กูเกิลระบุว่าต้องการทำให้มั่นใจว่า Chrome for Android นั้นสามารถทำงานได้ดีจริงๆ
    
       Chrome for Android จึงเกิดขึ้นในฐานะเบราว์เซอร์หรือโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ที่ต่างจากเบราว์เซอร์ดั้งเดิมที่มาพร้อมกับอุปกรณ์แอนดรอยด์ทั่วไป ขณะนี้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ดาวน์โหลดแล้วที่ Android Market ซึ่งผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องรอการอัปเกรดจากผู้ผลิตเครื่องอย่างเคย อย่างไรก็ตาม กูเกิลยังจำกัดให้ Chrome for Android สามารถใช้งานได้บนแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคือ ICS (Ice Cream Sandwich) เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ที่มีสิทธิ์ทดสอบ Chrome for Android นั้นมีเพียง 1% ในขณะนี้
    
       การทดสอบพบว่า Chrome for Android มีคุณสมบัติครบเครื่องไม่ต่างจากการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มาพร้อม V8 JavaScript เพื่อการเปลี่ยนหน้าเพจด้วยแท็บด้านบน การใช้งานสามารถเชื่อมต่อข้อมูลหรือ Synchronize กับโครมเวอร์ชันคอมพ์ตั้งโต๊ะ โดยผู้ใช้สามารถเปิดโปรแกรมเสริม Flash Player ของอโดบีหรือ Native Client ของกูเกิลเองได้ตามต้องการ
    
       อย่างไรก็ตาม แม้ Chrome for Android จะจำกัดการทำงานเฉพาะแอนดรอยด์เวอร์ชันล่าสุด Android 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich เท่านั้น แต่นักสังเกตการณ์เชื่อว่า Chrome for Android จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ ICS ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ไม่ต่างจากเบราว์เซอร์ซาฟารี (Safari) ที่ได้รับความนิยมมากบนอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิล
    
       ทั้งหมดนี้ ผู้บริหารกูเกิลระบุว่าที่ต้องจำกัดให้ Chrome for Android สามารถรองรับเฉพาะ Android 4.0 เป็นเพราะความจำเป็นด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งอุปกรณ์ Android 4.0 นั้นมีประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่เข้ากันได้กับระบบมากกว่าโทรศัพท์รุ่นเก่าแน่นอน
    
       ความเคลื่อนไหวนี้ของกูเกิลยังแสดงถึงทิศทางการขยายตัวของตลาดโครม ซึ่งกลายเป็นเบราวเซอร์ที่สามารถแซงหน้าเว็บเบราว์เซอร์รุ่นพี่อย่าง ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 จากส่วนแบ่งล่าสุดที่ 28.94% และ 24.69% ขณะที่ ไออี (Internet Explorer) ยังคงส่วนแบ่งสูงสุดที่ 37.12%
    
       ที่ผ่านมา กูเกิลประกาศจุดยืนในการพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองว่าต้องการคิดใหม่ทำใหม่บนโลกเบราว์เซอร์ เช่นเดียวกับ Chrome for Android ซึ่งกูเกิลต้องการปฏิวัติวงการโมบายล์เบราว์เซอร์ โดยระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์ทุกคุณสมบัติจนกลายเป็น Chrome for Android ในที่สุด
       

พบผู้ใช้แอนดรอยด์มีพฤติกรรมเซ็กส์แบบ one-night stand


       ใกล้ที่จะถึงเทศกาลวันแห่งความรักเข้าไปทุกขณะ เว็บไซต์กามเทพจับคู่ match.com ได้รายงานผลสำรวจว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์มีแนวโน้มที่จะมีเซ็กส์กับเพศตรงข้ามทันทีที่พบกันในเดทแรก รวมไปถึงการมีเพศสัมพันธ์แบบชั่วคืน (one-night stand)
     
       รายงานจากเว็บไซต์หาคู่จากประเทศแคนาดา match.com เผยผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแอนดรอยด์ ไอโอเอส และแบล็กเบอรี่ โดยผลสำรวจจากเว็บไซต์ดังกล่าวเผยว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์มีแนวโน้มสูงที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศในการนัดเดท ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ คิดเป็นสัดส่วนถึง 62% ซึ่งถ้าเทียบกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนอื่นอย่างไอโฟน และแบล็กเบอรี่ มีเปอร์เซนต์อยู่ที่ 57% และ 48% ตามลำดับ 
     
       ส่วนผลสำรวจอื่นๆ เกี่ยวกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ยังมีอีกเช่น ผลสำรวจบอกว่า 55% ของผู้ใช้แอนดรอยด์มักจะชอบมีเพศสัมพันธ์แบบ One-night stand และผู้ใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์กว่า 72% มักจะชอบเข้าไปท่องเว็บไซต์หาคู่ ซึ่งมากกว่าผู้ใช้งานในระบบปฏิบัติการอื่นอย่างไอโฟนที่มีเปอร์เซนต์อยู่ที่ 58% และแบล็กเบอรี่ที่ 50%
     
       สำหรับผลสำรวจเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่รายงานข้างต้นมีดังต่อไปนี้
     
       ผู้ใช้ไอโฟน : รักในออฟฟิศ
       
       - ผู้ใช้ไอโฟนมักจะชอบออกเดทกับคนที่ทำงานในออฟฟิศเดียวกัน และหลังจากที่เดทแรกเสร็จสิ้นจะตกลงคบหาเป็นคนรู้ใจเร็วกกว่าผู้ใช้แอนดรอยด์ หรือแบล็กเบอรี่ ที่ต้องรออีก 2-3 เดท ถึงจะตกลงปลงใจว่าจะคบหากันหรือไม่
     
       ผู้ใช้แบล็กเบอรี่ : เรื่องน้ำเมาขอให้บอก
       
       - ผลสำรวจบอกว่าถ้าคุณคิดจะออกเดทกับผู้ใช้สมาร์ทโฟนแบล็กเบอรี่ คุณจะต้องรับมือกับความเป็นนักดื่มของคู่เดทของคุณ เพราะคู่เดทที่ใช้แบล็กเบอรีกว่า 72% มักจะชอบดื่มแอลกอฮอล์ในเดทแรกที่พบกัน
     
       - และอีก 67% ของกลุ่มผู้ใช้แบล็กเบอรี่ มักจะชอบเล่าประสบการณ์เรื่องรักแรกพบ
     
       หลังอ่านจบคุณผู้อ่านลองสำรวจดูนะครับว่า พฤติกรรมของคุณตรงกับผลสำรวจหรือไม่ ประการใด

5 คุณสมบัติ"เซ็งเป็ด"ที่มากับ new iPad


หลังจากที่ข่าวการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ (new iPad) ของ Apple เผยแพร่ออกไป ก็มีทั้งกระแสตอบรับ และปฏิเสธออกมาเต็มไปหมด โดยเฉพาะในฟากของความผิดหวังที่มีต่อคุณสมบัติใหม่ๆ ที่อาจจะดูน้อยเกินไป (จนไม่รู้จะเรียกอะไรดี ก็เลยใช้ชื่อว่า new iPad) ในขณะที่บางคุณสมบัติก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้รู้สึกจำเป็นมากนัก ว่าแล้วเรามาดูกันดีกว่าว่า ผู้บริโภค (รวมถึงคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ด้วย) รู้สึกอย่างไรกับคุณสมบัติต่างๆ ที่มากับ new iPad

ไร้ชื่อเรียก: เอ่อ...ประเด็นนี้ดูจะเป็นอารมณ์มากกว่าเรื่องของคุณสมบัติ แต่แหล่งข่าวบนโลกออนไลน์ก็เปิดประเด็นด้วยเรื่องนี้เยอะพอสมควร เข้าใจว่า Apple จะพยายามหนีจากการตั้งชื่อที่มาพร้อมกับตัวเลขที่บ่งบอกถึงจำนวนรุ่น (มีมากี่รุ่นแล้ว) และความใหม่ (รุ่นที่เท่าไร?) ของผลิตภัณฑ์โมบาย อย่างเช่น iPad 2 บอกปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นรุ่นไหน ออกเมื่อไร แต่การเรียกว่า The new iPad (iPad รุ่นใหม่) น่าจะสร้างความสับสนได้ในอนาคต เพราะเมื่อเวลาผ่านไป มันคงไม่เหมาะที่จะบอกว่ามันใหม่อีกต่อไป หรือ Apple ต้องการสร้างเซอร์ไพรส์เหมือนครั้ง iPhone 4 แล้วแทนที่จะเป็น iPhone 5 ก็เป็น iPhone 4S (ซึ่งต่างจากการเกิด iPhone 3GS) นอกจากนี้ใครที่เดาชื่อกันมาก่อนหน้านี้ก็ผิดหมดทั้ง iPad 3, iPad 2S หรือ iPad HD แต่ที่ผิดมากกว่า ก็คงเป็นความรู้สึกผิดหวังที่การตั้งชื่อใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่ใช้แค่คำว่า"ใหม่"ในชื่อเรียกเท่านั้น


ดูอัลคอร์โพรเซสเซอร์: ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกผิดหวังมากนักกับคุณสมบัตินี้ เพราะ Apple มักจะไม่ทำให้้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีสเป็กสูงเกินความจำเป็น (เรื่องของการประหยัดพลังงานด้วย) เพียงแต่กระแส Quad-core ที่ออกมาก่อนหน้านี้ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่า Apple ก็น่าจะเลือกใช้โพรเซสเซอร์สี่แกนด้วยเหมือนกัน (อันนี้เดาไม่ได้ยากว่า Apple จะไม่ทำเช่นนั้น) โดยเฉพาะชื่ออย่าง A6 ที่ออกมาก่อนหน้านั้น แต่แล้วข่าวลือชิ้นหนึ่งที่บอกว่า Apple ใช้ชิปใหม่จริงแต่เป็นเวอร์ชันอัพเกรด A5 นั่นคือ A5X ซึ่งตอบโจทย์ครึ่งเดียวคือ เป็น Quad-Core ในส่วนประมวลผลกราฟิกเท่านั้น ส่วนการประมวลผลอื่นๆ ยังคงเป็นดูอัลคอร์เหมือนเดิม การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับชิปแค่ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผิดหวังที่ทำไม Apple ไม่ใช้เป็นชิปควอดคอร์ไปเลย


ไร้เงา Siri: ประเด็นที่ค่อนข้างผิดหวังกันเยอะสำหรับ new iPad ก็คือ การที่มันไม่พาน้อง Siri มาด้วย แต่กลับให้ฟังก์ชัน"พิมพ์ตามเสียงพูด" หรือ Dictation (ไอคอน Mic บนแป้นพิมพ์เสมือน) มาแทน โอเคมันก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย แต่อย่างเทียบความฉลาดของมันกับ Siri นะ คนละเรื่องเลย ได้แต่หวังเล็กๆ ว่า iPad Mini (ข่าวลือเกียวกับ iPad ที่มีขนาดจอ 7.85 นิ้ว ออกปลายปีนี้) Apple จะพาเธอมาอยู่ในนี้ด้วย เจ๋งกว่านั้นคือ ใช้ควอดคอร์โพรเซสเซอร์ เพื่อเติมเต็มความผิดหวังจาก new iPad หรือถ้าจะให้ดี ตอนอัพเดท iOS ก็เพิ่มเข้ามาให้ก็ได้นะ มาช้ายังดีกว่าไม่มา 




หนาขึ้น และหนักกว่าเดิม (เล็กน้อย): new iPad จะมีความหนาถึง 9.4 มม. เพิ่มขึ้นจาก iPad 2 ที่มีความหนาอยู่ที่ 8.8 มม. หรือหนาขึ้นกว่าเดิม 0.6 มม. ไม่มากไม่มายเท่าไร? แต่ก็รู้สึกได้ เนื่องจากขนาดของตัวเครื่องที่ใหญ่ ซึ่งมันตรงข้ามกับความคาดหวังของผู้ใช้ที่คาดว่ามันน่าจะบางกว่าเดิม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เท่าเดิม อย่างไรก็ตาม การสมดุลย์ระหว่างฟังก์ชันกับดีไซน์ ด้วยเทคโนโลยีจอแสดงผลใหม่ล่าสุดที่เพิ่มสองเท่าตัว แลกกับความหนาขึ้นนี้ ก็อาจจะมองว่าคุ้ม และไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะดีไซน์ได้บางขนาดนี้ (ไม่แน่ว่า ถ้าจอบส์ยังอยู่ดีไซน์นี้อาจถูกสั่งให้กลับไปแก้ก็ได้ - -") เรื่องความหนายังพอมีเหตุผล แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 50 กรัมนี่เป็นประเด็นที่หลายคนอาจจะไม่แฮปปี้เท่าไร เพราะความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคคือ การได้ใช้อุปกรณ์โมบายที่เบากว่าเดิม โจทย์ยากจริงๆ นะเนี่ย 



สตอเรจสูงสุดยังเท่าเดิม: เอ่อ...คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip อาจจะแย้งว่า สตอเรจตั้ง 64GB แล้ว ยังไม่พออีกหรือ? ประเด็นก็คือ Apple เพิ่งจะเปิดตัวแอพฯ อย่าง iPhoto พร้อมทั้งอัพเดท iWork และ iLife (รวมถึง iMovie) ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่า แอพฯพวกนี้สวาปามสตอเรจขนาดไหน ไม่นับรวมความสามารถล่าสุดของกล้องหลังที่สามารถบันทึกวิดีโอฟูลไฮเดฟน 1080p และแน่นอนว่า จอที่สวย และละเอียดสุดๆ อย่าง Retina Display ก็หมายถึงไฟล์ภาพที่ใหญ่ขึ้นด้วย (ต้องรอจนกว่าจะมีแอพฯ ที่ออปติไมซ์ของ iOS ออกมาอีกทีหนึ่ง) จากความต้องการที่มากมายขนาดนี้ new iPad น่าจะมีรุ่น 128GB เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip อาจจะแย้งว่า ก็มี iCloud ไงล่ะ เอ่อ...ก็คงต้องเสียค่าบริการเพิ่ม เพื่ออัพเกรด และถ้าคุณเชื่อมต่อเน็ตด้วยความเร็วไม่สูงนักล่ะก็...ไม่อยากนึกเลย


ทั้งหมดข้างบนนี้เป็นแค่บางส่วนของคำบ่นยอดฮิตจากผู้คนบนออนไลน์ที่มีต่อ new iPad ส่วนคุณผู้อ่านจะเห็นด้วย หรือไม่นั้น ก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่คิดว่า มันยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ยังไม่น่าพอใจอยู่อีกด้วย ก็เมนต์กันมาได้เลยนะครับ แต่เชื่อเถอะว่า แม้ new iPad จะไม่มีอะไรใหม่มากมายนัก ก็คงจะแรงไม่แพ้ iPhone 4S ที่โดนเสียงบ่นตอนเปิดตัว แต่ก็เห็นซื้อกันจัง  

iPhone 4S vs iPhone 4 : อะไรคือความแตกต่าง


ความจุ / สี16GB, 32GB, 64GB / สีขาว, สีดำ8GB / สีขาว, สีดำ
หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)Dual-core Apple A5
(ARM Cortex A9 Dual-Core 1Ghz.)
Apple A4
(ARM Cortex A8 1Ghz.)
หน่วยประมวลผลกราฟฟิค (GPU)PowerVR SGX 543MP2
PowerVR SGX 535
แรม (RAM)512 MB512 MB
หน้าจอ3.5 นิ้วแบบ IPS 960 x 640 pixel3.5 นิ้วแบบ IPS 960 x 640 pixel
กล้องด้านหลัง8 Megapixel พร้อม Flash และระบบ Autofocus และรูรับแสง F2.4, Realtime noise reduction5 Megapixel พร้อม Flash และระบบ Autofocus
กล่องหน้า0.3 Megapixel0.3 Megapixel
ระบบบันทึกวีดีโอ1080p Full HD, 30 เฟรมต่อวินาที720p HD, 30 เฟรมต่อวินาที
เครือข่ายที่รองรับHSDPA 850/900/1900/2100
GSM 850/900/1800/1900
CDMA 800/1900/2000 1x EV-DO
HSDPA 850/900/1900/2100
GSM 850/900/1800/1900
เครือข่ายไร้สาย802.11b/g/n802.11b/g/n
BluetoothBluetooth 4.0Bluetooth 2.1
เซ็นเซอร์Accelerometer, Digital compass, GyroscopeAccelerometer, Digital compass, Gyroscope
FaceTimeรองรับรองรับ
Siri intelligent assistantรองรับแบบ Voice-to-textไม่รองรับ
รูปแบบซิมMicro SIMMicro SIM
การใช้งานของแบตเตอรี่Up to 8 hours talk time on 3G
14 hours talk time on 2G
Up to 6 hours data on 3G
Up to 9 hours data on WiFi
Up to 40 hours audio
Up to 10 hours video
Up to 7 hours talk time on 3G, 14 hours on 2G
Up to 10 hours data on WiFi
Up to 40 hours audio
Up to 10 hours video
น้ำหนัก140 กรัม137 กรัม
ขนาด115.2 x 58.6 x 9.3mm115.2 x 58.6 x 9.3mm

คุณสมบัติที่แตกต่างกัน
CPU และ GPU เร็วกว่า
iPhone 4S ใช้ CPU แบบ Dual-core และเปลี่ยน GPU (ด้านกราฟฟิค) ใหม่ โดยด้าน CPU นั้นมีผลทดสอบแล้วว่าเร็วกว่าเดิมสองเท่า และทางด้านกราฟฟิคนั้นเร็วกว่าเดิม 7 เท่า สำหรับความแรงเรียกได้ว่าอยู่อันดับต้นๆ ของสมาร์ทโฟนวันนี้เลยทีเดียว
ความจุแบตเตอรี่ที่มากกว่า
iPhone 4S ใช้แบตเตอรี่ที่สามารถจุพลังงานได้มากกว่า iPhone 4 ทำให้แม้จะมี CPU และ GPU ที่เร็วกว่า แต่ยังสามารถใช้งานได้นานกว่า iPhone 4 เดิม
World Phone
iPhone 4S นั้นรองรับ CDMA และ GSM ทำให้สามารถใช้ในระบบ CDMA ได้ โดยรองรับ CDMA 800/1900/2000 1x EV-DO รวมถึงระบบ GSM นั้นยังรองรับ HSPA+ (3G) ทุกคลื่นความถี่ โดยรองรับทั้ง 850/900/1900/2100 Mhz.
แก้ปัญหาเรื่องสัญญาณหาย
iPhone 4 นั้นมีปัญหา dead grip คือเมื่อจับในบริเวณส่วนล่างของเครื่องจะทำให้สัญญาณนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และแอปเปิ้ลเองก็ยอมรับถึงจุดนี้ สำหรับ iPhone 4S นั้นแอปเปิ้ลแก้ปัญหาโดยการเพิ่มเสาสัญญาณ 2 จุด
กล้องดีขึ้น
กล้องของ iPhone 4S มีความละเอียดมากถึง 8 megapixel และมีการปรับปรุง CMOS ที่ใช้รับภาพ และมีค่า F/2.4 ทำให้รับแสงได้เพิ่มขึ้นถึง 73% และถ่ายภาพแรกใช้เวลาเพียง 1.1 วินาที จากนั้นถ่ายภาพต่อไปใช้เวลาเพียง 0.5 วินาที พร้อมมี Infrared Filter ช่วยในการปรับสีให้เที่ยงตรงมากขึ้น ใช้เลนส์ถึง 5 ชิ้นแบบเดียวกับกล้อง DSLR พร้อมปรับปรุง White Balance และเพิ่มระบบ Face Detection
ถ่ายวีดีโอดีขึ้น
ทางด้านการถ่ายวีดีโอของ iPhone 4S นั้นสามารถถ่ายแบบ Full HD (1080p) มาพร้อมระบบช่วยลดการสั่นของภาพและระบบ noise reduction แบบ real-time
ราคาของ iPhone 4S ในต่างประเทศ
ราคาพร้อมสัญญาการใช้บริการ 2 ปี ในสหรัฐอเมริกา (เครื่องแบบ lock เฉพาะผู้ใช้บริการนั้น)
iPhone 4S รุ่น 16GB ราคา 199 ดอลล่าร์ (ประมาณ 6,300 บาท)
iPhone 4S รุ่น 32GB ราคา 299 ดอลล่าร์ (ประมาณ 3,900 บาท)
iPhone 4S รุ่น 64GB ราคา 399 ดอลล่าร์ (ประมาณ 12,400 บาท)
ราคาเครื่องเปล่าแบบไม่ติดสัญญา ในสหรัฐอเมริกา (Official Unlock)
iPhone 4S รุ่น 16GB ราคา 649 ดอลล่าร์ (ประมาณ 20,150 บาท)
iPhone 4S รุ่น 32GB ราคา 749 ดอลล่าร์ (ประมาณ 23,250 บาท)
iPhone 4S รุ่น 64GB ราคา 849 ดอลล่าร์ (ประมาณ 26,350 บาท)
สรุป iPhone 4S ที่เปิดตัวใหม่ดีกว่า iPhone 4 โดย CPU ใหม่เร็วขึ้น, กราฟฟิคเร็วขึ้น (สำหรับเกม), กล้องดีขึ้นนิดหน่อย, ถ่ายวีดีโอได้ละเอียดขึ้น และมีความจุ 64GB มาให้เลือก และสิ่งที่สำคัญของ iPhone 4S ที่แตกต่างจาก iPhone 4 คือฟังก์ชั้น Voice Contrl (สั่งงานด้วยเสียง) ชื่อ "Siri"

iPhone 5




หลังจากกระแสการเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ หรือ The new iPad (iPad 3) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา กับชื่อเรียกที่คาดไม่ถึงว่า The new iPad (iPad 3) ไม่ใช่ iPad HD ตามข่าวลือ ทำให้ในตอนนี้ กระแสข่าวของ ไอโฟน 5(iPhone 5) ที่คาดว่า จะเปิดตัวในปลายปีนี้ เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งนักวิเคราะห์ ได้ประเมินว่า ไอโฟนรุ่นใหม่ ที่คาดกันว่า น่าจะชื่อ ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น อาจจะไม่ได้ใช้ชื่อนี้อีกต่อไปครับ แต่น่าจะเป็น "The new iPhone" ตามอย่าง The new iPad (iPad 3) นั่นเอง โดยเว็บไซต์ 9to5Mac อ้างว่า แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ Apple ได้เผยว่า มีความเป็นไปได้อย่างมาก ที่ Apple จะเรียก ไอโฟน 5 (iPhone 5) ว่า "The new iPhone - t3.com สำหรับชิป Apple A5X ที่ใช้บน The new iPad (iPad 3) ที่เน้นการใช้งานด้านกราฟฟิคเสียส่วนมาก เนื่องจาก GPU ที่ใช้บนThe new iPad (iPad 3) มีประสิทธิภาพระดับ Quad-core Processor ทำให้ The new iPad (iPad 3) นั้น สามารถใช้งานกราฟฟิค บนหน้าจอความละเอียดระดับ Retina Display ได้อย่างสบายๆ แต่นักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง ได้เผยว่า ชิป Apple A5X นั้น มีความเป็นไปได้ที่ Apple จะผลิตมาเฉพาะ The new iPad (iPad 3) เท่านั้น เนื่องจาก ไอโฟน 5 (iPhone 5) หรือ The new iPhone ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้งานด้านกราฟฟิคหนักขนาดนั้น แต่น่าจะเป็นชิปตัวใหม่ ที่ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 28 นาโนเมตรแทน ที่นอกจากจะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการผลิตอีกด้วยครับ ส่วนสาเหตุที่ Apple ต้องรีบเข็น The new iPad (iPad 3) มาเปิดตัวกับชิป Apple A5X เป็นเพราะว่า Apple รอชิปตัวใหม่ ที่ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 28 นาโนเมตร ไม่ไหวนั่นเอง - MacWorld สำหรับกำหนดการเปิดตัว ไอโฟน 5 (iPhone 5) นั้น แหล่งข่าวในต่างประเทศหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น Macotakara จากญี่ปุ่น, Macrumors และ iMore ค่อนข้างให้ข้อมูลที่ตรงกัน โดยระบุว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม ในปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาครบรอบ Product cycle กับการเปิดตัว ไอโฟน 4S (iPhone 4S) พอดี โดยเว็บไซต์ iMore นั้น เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ The new iPad (iPad 3) ไว้ว่า จะเปิดตัวในวันที่ 7 มีนาคม ที่จะถึงนี้อีกด้วยครับ สเปคของ ไอโฟน 5 (iPhone 5) ตามข่าวลือในตอนนี้ ก็คือ หน้าจอทัชสกรีนแบบ Glass to glass หรือ Gorilla Glass 2 ซึ่งหน้าจอจะมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 4 นิ้ว ใช้ชิพเซ็ท Apple A6 แบบ ARM Quad-core Processor รวมไปถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปด้านหลัง ที่คาดว่า น่าจะมีความละเอียดสูงกว่า 8 ล้านพิกเซล บน ไอโฟน 4S (iPhone 4S) อย่างแน่นอน นอกจากนี้ จะมีการเพิ่ม RAM และหน่วยความจำในตัวเครื่อง นอกจาก ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะมีการปรับปรุงสเปคดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีข้อมูลระบุอีกว่า ไอโฟน 5 (iPhone 5) จะชูจุดเด่นด้าน NFC เป็นหลัก ถึงแม้ว่า เทคโนโลยีนี้ น่าจะถูกนำไปใช้กับ ไอโฟน 4S (iPhone 4S) ก็ตาม (แต่สุดท้ายก็ยังไม่มี) ทำให้เกิดกระแสต่างๆ นานาว่า NFC น่าจะพร้อมแล้วสำหรับ ไอโฟน 5 (iPhone 5) โดยจะเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับบริษัท Mastercard