iMac,MacBook Air,Macbook Pro,Mac Mini,Mac Pro

Mac ค่ายยักษ์ใหญ่ของ Apple แตกต่างจากค่ายอื่นอย่างไร พบคำตอบได้ที่นี่ !

Jailbreak iPhone,iPod,iPad

ขั้นตอนการ Jailbreak Version ต่างๆ .

Picking up where amazing left off.

พบกับนวัตกรรมรูปแบบหลากหลายบน iPhone วันนี้ !

Which iPod are You ?

iPod Shuffle,iPod Nano,iPod Classic,iPod Touch เครื่องไหน เหมาะกับคุณ

iPad it's slim, light, and fully loaded

สารพันเรื่องราวเกี่ยวกับ iPad เพียงปลายนิ้วคลิกทีนี้

รีวิว สอนการใช้งาน AceMusic, AcePlayer และ AirAv บน iPhone, iPod Touch และ iPad



เข้าเรื่องเลยแล้วกันจะได้ไม่ยาวมากนะครับ สำหรับรีวิวนี้เป็นการสอนการใช้งาน 3 แอปฯ รวดเลยที่ทำแบบนี้ได้ก็เพราะว่าทั้ง 3 แอปฯนั้นพัฒนาจากที่เดียวกันความสามารถก็เหมือนกันครับต่างกันแค่ชื่อและความสามารถเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
ประโยชน์หลักๆที่ผมจะใช้งานจาก 3 แอปฯนี้คือ การสตรีมไฟล์ เพลง หนัง จากคอม(windows และ mac) ให้เล่นที่ idevices เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครหรือว่ามีน้อยมากที่จะใช้แอปฯเหล่านี้ในการเปิดเพลงฟัง ส่วนใหญ่ใช้งาน iPod กันอยู่แล้ว ถูกต้องไหม?

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่ม

สิ่งที่ต้องมีการนะครับก่อนที่จะทำการสตรีมไฟล์เพลง หนัง ให้ไปดูในเรื่อง iPhone, iPod Touch และ iPad นั้นจะต้องมีอุปกรณ์ดังนี้
  • คอมพิวเตอร์สำหรับทำ server
    • Windows ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม ใช้ Windows Media Player เป็น server ได้เลย
    • Mac ต้องติดตั้ง MediaShare
  • ดาวน์โหลด AceMusicAcePlayer ($2.99),  AcePlayer Lite(Free)AirAV ($0.99)
  • เครือข่ายไร้สายในบ้านนั่นคือ Wifi ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อคอมฯ และ idevices ให้อยู่ในวงเดียวกัน

จัดการที่ Server ก่อนกับ Windows Media Player

เปิด Windows Media Player (WMP) ขึ้นมาครับจากนั้นไปที่ Organize> Manage Library > Music หรือ Video ทำการเพิ่มโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ เพลงหรือหนังเข้าไปใน lib ของ WMP ก่อน
เพิ่มโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์เพลงเอาไว้ก็เลือกที่ Music
กดไปที่ Add… แล้วไปเลือกโฟลเดอร์เพลง
ส่วนวีดีโอก็คล้ายๆกันครับ
จะเห็นโฟลเดอร์ที่เพิ่มมาใหม่ได้แบบนี้
จากนั้นขั้นตอนที่สำคัญคือ การอนุญาตให้ Media Player ตัวต่างๆสามารถเข้าถึงหรือเรียกใช้งาน Windows Media Server ได้
โดยไปที่ Stream> Allow allow internet access to home media…
ต้องล็อคอินด้วย msn account ก่อน (ใช้อีเมลที่เราเล่น msn นั่นแหละครับ) เลือกไปที่ Link an online ID
ไปที่ Link online ID ในช่องที่ไฮไลด์สีน้ำเงินเอาได้
ล็อคอินด้วย msn account หรือที่เรียกว่า windows live ID
หลัง sign in เสร็จจะเห็น windows live account โผล่ขึ้นมา
จากนั้นกดที่ OK แล้วจะเจอหน้านี่ให้เลือก Allow Internet access to home media
สุดท้ายแล้วจะได้แบบนี้ก็เป็นอันสมบูรณ์ครับ กด OK ไปได้เลย

การใช้งาน AceMusic, AcePlayer, AirAV บน iPhone iTouch และ iPad

มาถึงช่วงที่รอคอยกันแล้วนั่นคือการใช้งานทั้ง 3 แอปฯเหล่านี้ ไม่อยากครับ หลังติดตั้งเสร็จให้เปิดแอปฯเหล่านั้นขึ้นมา
เลือก Media Explorer
ไปต่อที่ Media Servers
เลือกไปที่ Windows Media Player
สามารถเลือกชมไฟล์ต่างๆได้เลย หากใช้ AceMusic ก็เลือกไปยัง Music โฟลเดอร์
กดเลือกไปมาก็จะเห็นเพลงแสดงออกมาดังนี้ หากต้องการดาวน์โหลดเก็บไว้ที่ตัวเครื่องก็กดที่ลูกศรด้านขวามือได้เลย
การใช้งานของ AirAV ก็จะมีหน้าตาเหมือนกัน
ไม่ต่างกับ AcePlayer ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจกว่าจะทำออกมาหลายๆตัวทำไม ทำไมไม่ทำตัวเดียวแล้วเที่ยวได้รอบโลกเลยก็ไม่รู้ ^^
หน้าตาของการดาวน์โหลดไฟล์

สรุปสำหรับการรีวิว AceMusic, AcePlayer, AirAV

  • ข้อดี
    • ไม่ต้องติดตั้ง server เพิ่มเติมในวินโดว์เพียงปรับตั้งค่าที่ windows media player ก็สามารถใช้งานได้ทันที ส่วน mac อาจจะต้องติดตั้งเติม server เพิ่มอีกนิดหน่อยแต่ก็ไม่น่าจะยาก
    • เล่นไฟล์ได้หลายประเภททั้งเพลงและหนัง
    • ไฟล์หนังสามารถเลือกเสียงพากษ์ได้ เลือกซับไตเติลได้ค่อนข้างง่าย
    • ส่งสัญญาณภาพออกไปยังทีวีผ่านสาย HDMI Cable (อันนี้ต้องซื้อเพิ่ม)
  • ข้อที่ยังต้องปรับปรุง
    • ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นข้อเสียแต่ขอบอกว่ายังไม่เวิกเท่าที่ต้องการเมื่อเทียบกับต้วอื่นๆอย่าง Air Video หรือ Air Playit
    • ดูไฟล์เพลงเล่นได้ไม่มีปัญหาแต่พอเปิดไฟล์ .mkv 720p เข้าไปเล่นเอากระตุกหรือไม่ขึ้นภาพไปเลย
    • บน iPad 2 จะเล่นได้ลื่นกว่า iPhone 4 ส่วน iPhone 3GS คงติดว่าน่าจะช้ากว่าเยอะเพราะเรื่อง CPU และ RAM กระมังครับ
    • หากเล่นไฟล์ที่ไม่ใหญ่มากเท่าไหร่ก็ใช้งานได้ดีเช่นกัน
ส่วนตัวแล้วถ้าคะแนนเต็ม 10 ผมให้ 6 เท่านั้นครับ ยังไม่ตรงใจเท่าไหร่และยังมีแอปฯอื่นที่ดีและทำคะแนนได้ดีกว่านี้ก็มี ก็เลยเป็นที่เปรียบเทียบความสามารถได้ ยังไงหากใครสนใจก็ลองเอาไปใช้งานกันได้นะครับ ประโยชน์ที่คุ้มมากที่สุดคือ เราสามารถที่จะฟังเพลงที่เราเก็บไว้ในคอมโดยที่ไม่ต้องซิงก์มาลงที่ iPhone, iPod Touch หรือว่า iPad นั่นเอง
หากท่านชื่นชอบบทความฉบับนี้ให้กำลังใจกันได้ง่ายๆโดย กด Like หรือว่า Share ไปยัง wall facebook ของทุกๆท่าน เท่านี้ก็ช่วยให้ครอบครับ mod ของเราเติบโตและเดินไปด้วยกันได้ต่อไปครับ
ขอบคุณที่ิติดตามและสวัสดีครับ :D

รีวิว – เคส iPhone 4/4S Aprolink Dual Luminous “เรืองแสงแรง


กลับมาอีกครั้งสำหรับเคส Aprolink คราวนี้มาใหม่ไฉไลกว่าเดิม (ถึงแม้ชื่อตอนอาจจะดูบ้าบอไปนิดนึง) เคสตัวนี้ให้แสงที่แรงกว่า นานกว่า รุ่นที่แล้วหรือรุ่นไหน ๆ ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของ Aprolink (พัฒนาจาก Series ที่แล้วที่ขายดีสุด ๆ ) วัสดุทำมาจากซิลิโคนอย่างดีมีเนื้อสัมผัสนุ่นมือ ตัวเคสนั้นมี 2 ชั้น โดยชั้นนอกเป็น Hard Polycorbonate Frame (กรอบพลาสติก) ส่วนชั้นในเป็น Soft Polymor Silicon (ซิลิโคน) ให้ความสวยงาม จับถนัดมือ ไม่สากมือ แถมยังมีน้ำหนักเบา วัสดุสามารถล้างทำความสะอาดได้ (Washable Rubber) และกล่อง Packaging ยังได้จดสิทธิบัตรโลกสามารถแปลงร่างกลายเป็นกรอบรูปขนาด 3” x 5” ให้สามารถใส่รูปที่เราต้องการได้
Aprolink-Dual-Luminous (2)
“Aprolink Dual Luminous” สามารถซื้อออนไลน์ได้ที่ BBiPhone.com
โดยราคาจะแบ่งตามรุ่นดังนี้ 
1. Aprolink Aluminium Ring for iPhone 4S / 4 = 850 บาท
2. Aprolink Swarovsky Ring for iPhone 4S / 4 (Swarovsky แท้) = 990 บาท
3. Aprolink Dual Luminous for iPhone 4S / 4 = 990 บาท
Aprolink-Dual-Luminous (1)
รีวิวตอนนี้จะมาค่อนข้างพิเศษครับ เนื่องจากเป็นเคสซีรี่ย์ 2 ของ Aprolink (รองรับทั้ง iPhone 4 และ iPhone 4S) หากใครนึกซีรี่ย์แรกไม่ออกลองไปอ่านได้ที่นี่ครับ รีวิว – Aprolink iPhone 4 shell “เคสเรืองแสงก็ได้ใส่รูปก็ดี”สำหรับเคสชุดด้านบนไม่เรืองแสงนะครับ เป็นเคสพลาสติกธรรมดา (Aprolink Aluminium Ring) ต่างจากรุ่นข้างบนของข้างบน (Aprolink Dual Luminous)
Aprolink-Dual-Luminous (3)
Aprolink Swarovsky ส่วนตัวนี้ก็เป็นอีกรุ่นในซีรี่ย์ครับ จะมีความพิเศษกว่ารุ่นพลาสติกธรรมดาหน่อย (Aprolink Aluminium Ring) ตรงที่ว่าได้ติดคริสตัลของ Swarovski แท้เข้าไปด้วย ส่วนราคาก็ไม่ได้แพงอะไรเวอร์ครับ ราคาเท่ากับตัวเรืองแสง
Aprolink-Dual-Luminous (28)
1. Aprolink Dual Luminous for iPhone 4S / 4
มาเริ่มรีวิวจากตัวที่น่าสนใจที่สุดของ Apolink ก่อนก็แล้วกันครับ รุ่นเรืองแสง (Aprolink Dual Luminous) โดยมีทั้งหมด 4 สีด้วยกัน คือ ส้ม, ชมพู, เทา และม่วง (เลื่อนไปดูภาพที่บนสุดเลย) สำหรับสีม่วงผมไม่ได้ถ่ายรูปมานะครับ เนื่องจากไม่ได้สินค้ามารีวิว
Aprolink-Dual-Luminous (29)
สำหรับเคสรุ่นเรืองแสง (Aprolink Dual Luminous) จะมี 4 สี ซึ่งแสงที่เรืองออกมาตอนอยู่ในที่มืดนั้นก็ต่างกัน โดยผมจะสรุปให้ดังนี้
เคสสีเทา, ม่วง เรืองแสงในที่มืดเป็นสีเขียว
เคสสีส้ม, ชมพู เรืองแสงในที่มืดเป็นสีเหลือง
Aprolink-Dual-Luminous (29)
วัสดุเป็นยางครับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ซิลิโคนและพลาสติก (สามารถแยกออกจากกันได้อย่างอิสระ) เวลาจับแล้วไม่รู้สึกสากมือเท่าไหร่ การพิมพ์แบบทำได้เนียนดีครับ
Aprolink-Dual-Luminous (30)
ทดสอบลองใส่เครื่องเข้าไปแล้วครับ แนบสนิทเรียบเนียนดี โดยสำหรับเรื่องกรอบเฟรมพลาสติกด้านนอก เป็นพลาสติกที่มีการยืดหยุดได้ดีครับ ทำให้ทนต่อการบีบการงอได้มาก ต่างจากของบางยี่ห้อที่กรอบเฟรมพลาสติกแข็งมากพอเวลาถอดเคสทีต้องกลัวมันจะหักที
Aprolink-Dual-Luminous (31)
ตัวเคสเก็บงานได้ดีครับ จับแล้วไม่รู้สึกสะดุดหรือสากมือ
Aprolink-Dual-Luminous (32)
ผิวด้านหลังจะเป็นสาก ๆ นิด ๆ เหมือนหนังครับ ทำให้จับได้อยู่มือมากยิ่งกว่า ตรงบริเวณช่องถ่ายภาพได้เจาะรูให้แฟลชออก และไม่มีปัญหาเรื่องแสงสะท้อนด้วยครับ
Aprolink-Dual-Luminous (33)
เรื่องโชว์ Logo Apple สำหรับคนที่ชอบก็คงชอบเลย แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบก็คงไม่ชอบ อันนี้แล้วแต่รสนิยมของแต่ละบุคคลครับ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่โชว์จะชอบมากกว่า
Aprolink-Dual-Luminous (34)
ปัญหาเดียวที่พบคือรูบริเวณหูฟังนั้นเล็กเกินไป ถ้าใช้หูฟังที่แถมมากับเครื่องนั้นไม่มีปัญหา แต่สำหรับใครที่ใช้หูฟังอื่นแล้วนำมาเสียบ อาจจะพบปัญหาเสียบหูฟังไม่สนิทได้ (เป็นกับบางตัว)
Aprolink-Dual-Luminous (35)
เดี๋ยวเราจะทดสอบการเรืองแสงของเคสกันนะครับ ว่าจะดีจริงเหมือนที่คุยหรือปล่าว?
Aprolink-Dual-Luminous (36)
เรืองแสงออกมาได้แรงและแจ่มดีครับ ไม่ผิดหวังเลยทีเดียว ตัวนี้เป็นเคสสีชมพูที่เรืองแสงเป็นสีเหลือง เวลาอยู่ในผับหรือไปเที่ยวตอนกลางคืนก็คงจะเท่ห์ดีไม่ใช่น้อย
ทดสอบการเรืองแสงของเคส
มาดูการทดสอบด้วย VDO กันชัด ๆ ดีกว่าครับ แต่มันอาจจะมองเห็นไม่ชัดเท่ากับตอนถ่ายภาพ เนื่องจาก iPhone 4 ไม่มีความสามารถในการถ่าย VDO ในที่มืดครับ ดังนั้นถ่ายเป็นภาพนิ่งด้วย HDR จะเห็นชัดกว่า
Aprolink-Dual-Luminous (7)
2. Aprolink Swarovsky Ring for iPhone 4S / 4 (Swarovsky แท้)
เพื่อความต่อเนื่องเรามารีวิว Aprolink Swarovsky Ring ต่อสำหรับรุ่นนี้จะไม่เรืองแสงเหมือนรุ่น Aprolink Dual Luminous นะครับ แต่จุดเด่นของมันคือคริสตัลที่ติดบนตัวเคสรอบวงแหวนจาก Swarovsky ครับ
Aprolink-Dual-Luminous (8)
ตัวเคสยังทำออกมาได้ดีเหมือนเดิมครับ เป็นรอยตัดที่ดูเข้ากับเครื่องดี งานต่าง ๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
Aprolink-Dual-Luminous (11)
ลองใส่เคสไปดัน ๆ ดูไม่ยากซักเท่าไหร่ บวกกับขอบด้านข้างไม่ได้เป็นพลาสติกแข็งด้วย เป็นเนื้อยางที่ยืดหยุ่นได้เล็กน้อย
Aprolink-Dual-Luminous (12)
ตัวเคสด้านหลังเปิดโชว์สบาย ๆ ครับ เหมือนไม่ใส่อะไรเลย ทำให้คงความสวยงามของ iPhone แบบดั้งเดิมได้อยู่ โดยแต่ละด้านจะมีจุดยางยืดออดมานิด ๆ นะครับ เพื่อให้สามารถยกตัวเคสให้ลอยเหนือพื้นได้หน่อยนึง ทำให้ตัวเคสเป็นรอยขนแมวน้อยลง และยังช่วยลดแรงกระแทกเวลาวางเล็กน้อยด้วยครับ
Aprolink-Dual-Luminous (13)
ด้านล่างสามารถเสียบสาย Sync ได้สบาย ๆ ครับ มีการเว้นช่องเพื่อให้ลำโพงสามารถเสียงออกได้เป็นอย่างดี
Aprolink-Dual-Luminous (14)
ช่องสำหรับถ่ายภาพมีการเว้นไว้เป็นอย่างดีครับ ถ่ายภาพแล้วไม่มีแสงสะท้อนของเคสให้เห็นเลย
Aprolink-Dual-Luminous (15)
ปุ่มกด Lock สามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเดิม ๆ ที่ผมพบก็คือช่องเสียบแจ็คหูฟังเว้นไว้พอดีจนเกินไป ถึงแม้จะใช้กับอุปกรณ์เดิมของ Apple ได้ไม่มีปัญหา แต่หากคุณใช้หูฟังของรุ่นอื่นบางรุ่นที่หัวใหญ่ ๆ ล่ะก็จะใช้งานไม่ได้แน่นอน (ต้องแกะเคส)
Aprolink-Dual-Luminous (16)
ด้านข้างถึงแม้จะมีการครอบปุ่มปรับเสียง แต่ก็ยังสามารถกดได้ดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
Aprolink-Dual-Luminous (17)
ทดสอบเทียบเรื่องความหนา ปรากฎว่าไม่ได้ทำให้ iPhone ของเราหนาขึ้นเสียเท่าไหร่ ยังสามารถเก็บใส่ประเป๋ากางเกงได้ชิว ๆ อยู่ ถือว่าอยู่ในระดับบางกว่าเคสมาตรฐานนิด ๆ
Aprolink-Dual-Luminous (23)
Aprolink Aluminium Ring for iPhone 4S / 4
มาลองแบบตัวธรรมดา ๆ อย่าง Aprolink Swarovsky Ring กัน โดยตัวนี้ราคาจะถูกกว่ารุ่น Aprolink Swarovsky Ring เล็กน้อย (ไม่ถึงร้อย) ซึ่งก็มีหลายสีให้เลือกเช่นกัน (ดำ, ขาว, ม่วง, ชมพู) โดยผมขอรีวิวสีดำแล้วกันครับ
Aprolink-Dual-Luminous (24)
ภาพจากด้านหลัง ดูเหมือน ๆ กับรุ่น Aprolink Swarovsky Ring เพียงแต่ว่าตรงวงแหวนไม่มีคริสตัล Swarovsky เท่านั้นเอง นอกนั้นรายละเอียดเหมือนกันหมด
Aprolink-Dual-Luminous (25)
สังเกตได้ว่าตรงวงแหวนรอบ Apple จะเป็นแบบเรียบ ๆ นอกนั้นจะเหมือนกันกับ Aprolink Swarovsky Ring ทุกประการไม่ว่าจะเป็นจุกยาง 4 มุมเครื่อง เพื่อทำให้เคสนั้นยกสูงขี้นจากพื้นเล็กน้อย หรือในส่วนอื่น ๆ ต่างก็เหมือนกันโดยสิ้นเชิง
Aprolink-Dual-Luminous (4)
สำหรับเรื่องบรรจุภัณฑ์ทางทีมงานก็ไม่ลืมที่จะมาลองรีวิวให้ชมด้วยเช่นกัน เนื่องจากจุดเด่นของมันคือ “แปลงร่างเป็นกรอบรูปได้”
Aprolink-Dual-Luminous (5)
ตัวสินค้าทั้งหมดของ Aprolink เป็น MADE IN TAIWAN นะครับ
Aprolink-Dual-Luminous (6)
คู่มือการใช้งาน พร้อมวิธีเอากล่องสินค้ามาเป็นกรอบรูป อ๊ะ !!! ชักสนใจแล้วล่ะสิ ขอลองเล่นก่อนดีกว่า
Aprolink-Dual-Luminous (19)
สามารถใส่รูปได้ครับ ตามขนาดมาตรฐานทั่วไป (แต่แนะนำที่ 3” x 5”) ลองแปะ ๆ ดูมั่ว ๆ ก็ใช้ได้แล้วครับ ง่ายดีจริง ๆ สวยกว่าที่คิดเยอะเลย ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อกรอบรูปแล้วเรา
Aprolink-Dual-Luminous (21)
ขาตั้งสามารถใช้ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เป็นกรอบรูปสไตล์ Modern ดูสวยงามและเป็นแฟชั่นดี เก๋มาก ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าซื้อเคสแล้วจะได้กรอบรูป
Aprolink-Dual-Luminous (20)
หรือจะลองแบบแขวนก็ดีครับ แต่คงต้องหาที่เจาะดี ๆ หน่อย ซึ่งสำหรับผมแล้ววางตั้งน่าจะสวยกว่าเยอะเลย
สรุป : เป็นเคสราคากลาง ๆ ไปถึงค่อนข้างถูกนิด ๆ คือ 990 บาท สำหรับเคสเรืองแสงและเคสพลาสติกที่ติดคริสตัลของ Swarovski และราคา 850 บาท สำหรับรุ่นธรรมดา ๆ เรื่องความแข็งแรงก็ถือว่าค่อนข้างสูง ความสวยงามเมื่อเวลาอยู่ในที่มืดผมสามารถบอกได้เลยว่า ณ เวลานี้แล้วหาเคสที่เรืองแสงและคุณภาพดีเท่านี้ได้ยากมาก ถึงจะเรืองก็เรืองแบบอ่อน ๆ เบา ๆ ต่างจากตัวนี้ที่ทำออกมาได้ดีมาก
ขอขอบคุณ : ร้าน BBiPhone.com ที่เอิ้อเฟื้อเคสคุณภาพมาให้ทีมงานได้ทดสอบ
หากท่านสนใจสินค้าตัวที่ทีมงานรีวิวนี้สามารถคลิกสั่งซื้อได้ ที่นี่

iPhone 5 concept นี่มันมือถือหรือว่า Apple Magic Mouse กันแน่


ไหนๆช่วงนี้ข่าว iPad 3 เราก็ทราบเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะมาวันที่ 7 มีนาคม 2555 นี้ส่วนการเปิดขายนั้น คาดว่าจะราวๆวันที่ 16 ของเดือนเดียวกันที่จะเริ่มออกสู่ท้องตลาดให้ซื้อหากันได้(ที่อเมริกาและประเทศโลกที่ 1) ส่วนบ้านเราก็รอกันต่อไป :D
วันนี้นำ iPhone 5 อีกแนวคิดมาให้ลองชมกันดูครับ มาดูกันว่าใช้ได้หรือไม่แบบนี้
ผลงานการออกแบบโดย ciccaresedesign